โรคมะเร็งตับ

จริงหรือที่ โรคมะเร็งตับ ยังรักษาไม่ได้ผลดี?
จากข้อมูลสถิติโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2556 – 2558 พบว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Hepatocellular carcinoma ; HCC) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1 ในเพศชาย (34%) และเป็นอันดับที่ 2 ในเพศหญิง (13%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 40-70 ปี เนื่องจากอาการของ โรคมะเร็งตับ มักไม่เฉพาะเจาะจง และมีการดำเนินโรคที่รวดเร็ว จึงทำให้แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยได้เมื่อมีอาการมากแล้ว ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้จัดเป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย

ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของโรคมะเร็งตับ
1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
ประมาณกันว่าร้อยละ 60 ของมะเร็งตับในคนไทยนั้น เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง โดยคนไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ประมาณ 6 ล้านราย และผู้ป่วยที่มีปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูง ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และตับแข็งตามมาได้สูงกว่า รวมถึงมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับได้สูงถึง 3-8% ต่อปี
ดังนั้นหากเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรได้รับการตรวจเป็นประจำ ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสซึ่งได้ผลดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ นอกจากนี้การตรวจคัดกรอง และฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นวิธีการที่ได้ประโยชน์ในการป้องกันโรค

2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดสำหรับประเทศฝั่งตะวันตก สำหรับในประเทศไทย พบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งตับร้อยละ 10-20 ผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ คนที่มีประวัติฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด คนที่ได้รับเลือดก่อนปี 2532 หรือการเจาะ/สักตามตัวโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาด ทำให้มีโอกาสรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเข้าสู่ร่างกาย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืดในตับ กลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของตับผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งตับได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี ควรได้รับการตรวจประเมิน เนื่องจากปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ให้ผลการรักษาดีเยี่ยม สามารถหายขาดได้ และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

3. ภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่างๆ
เช่น การดื่มสุราเป็นประจำ ภาวะไขมันเกาะในตับ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีเอนไซน์ตับ (AST, ALT) สูงกว่าปกติจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้การทำงานของตับแย่ลงเรื่อยๆ จนเกิดภาวะตับแข็ง และตับวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ท้องมานจากการมีน้ำในช่องท้อง มีอาการทางสมองจากภาวะตับวาย และผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะพบโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน จึงเป็นที่มาให้ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งควรตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวนด์ช่องท้องเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน

ภาวะไขมันเกาะในตับ (Non-alcoholic fatty liver disease ; NAFLD) พบได้บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากลักษณะนิสัยของคนในปัจจุบันที่ออกกำลังกายน้อยลง กินอาหารที่มีแคลอรี่สูง และมีภาวะโรคอ้วน ซึ่งก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้เช่นกัน ซึ่งจำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับที่เกิดจากสาเหตุนี้เพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี

สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยภาวะพังผืดในตับ หรือตับแข็งในระยะเริ่มต้น บางครั้งอาการทางคลินิกมักมีอาการน้อย หรือไม่ชัดเจน ปัจจุบันสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ด้วยเครื่อง Fibroscan ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจหาพังผืดในตับ สามารถช่วยติดตามการดำเนินโรคแก่ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรังได้ โดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับตรวจ และสามารถตัดสินใจให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ Fibroscan ยังสามารถตรวจหาภาวะไขมันสะสมในตับได้อีกด้วย

อาการของโรคมะเร็งตับ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 40-70 ปี เนื่องจากอาการของโรคมะเร็งตับมักไม่เฉพาะเจาะจง และมีการดำเนินโรคที่รวดเร็ว จึงทำให้แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยได้เมื่อมีอาการมากแล้ว โดยถ้าการทำงานของตับแย่ลง จนเกิดภาวะตับแข็งและตับวายเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการดังนี้

ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
ท้องมานจาการมีน้ำในช่องท้อง
มีอาการทางสมอง จากภาวะตับวาย
ผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นโรคตับแข็ง ตับวายเรื้อรัง ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงที่จะพบโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *