ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับในเด็ก หมั่นสังเกต รักษาก่อนสาย

ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับในเด็ก หมั่นสังเกต รักษาก่อนสาย

สุขภาพการนอนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเด็กมีปัญหาด้านการนอน ย่อมส่งผลกระทบถึงพัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งการเรียนรู้ อารมณ์ สติปัญญา โดยเฉพาะปัญหา ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับในเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

จากการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดโรคนี้พบได้ประมาณ 1 – 5% ของประชากร ในขณะที่อัตราการนอนกรนชนิดไม่หยุดหายใจอยู่ที่ประมาณ 4 – 12% พบได้บ่อยในช่วงอายุ 2 – 6 ปี เนื่องจากทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็กและมักจะมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย ๆ ดังนั้นหากลูกมีอาการนอนกรน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด

ทำความรู้จักโรค

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก คือ ภาวะการหายใจลดลงหรือหยุดหายใจขณะหลับ มีผลให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลง ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น หรือตื่นจากการนอนหลับ มีผลกระทบต่อคุณภาพการนอน ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกาย พฤติกรรม อารมณ์ สมาธิ และการเรียนรู้ตามมา

ประเภทของโรค
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือตัน
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมการหายใจหรือกล้ามเนื้อ

สาเหตุบอกโรค
ในที่นี้จะกล่าวถึงสาเหตุของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่า ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบในเด็กมักเกิดจาก
ต่อมอดีนอยด์และต่อมทอนซิลโต เนื่องจากมีการอักเสบซ้ำ ๆ เช่น จากการเป็นหวัดบ่อย ๆ
โรคอ้วน
อื่น ๆ เช่น มีโครงสร้างทางเดินหายใจผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือผู้ที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อที่คอยพยุงทางเดินหายใจด้วยเช่นกัน

อาการที่สังเกตได้ เริ่มแรกเด็กมักแสดงอาการให้เห็นในขณะหลับ ซึ่งส่วนใหญ่เด็กมักจะนอนกรนในลักษณะดังนี้
นอนกรนเกิดขึ้นเป็นบางช่วงของการหลับ
นอนกรนไม่ตลอดทั้งคืนในช่วงแรก
กรนเป็นประจำ แต่อาจไม่ถึงกับทุกคืน

อาการอื่น ๆ ที่มักพบร่วมด้วย
นอนอ้าปากหายใจ
หายใจเสียงดัง
หายใจสะดุดหรือหยุดหายใจ
ไอหรือสำลักขณะหลับ
นอนกระสับกระส่ายขยับไปมา
เหงื่อออกมากขณะหลับ
บางคนอาจปัสสาวะรดที่นอนหรือเดินละเมอ
สมาธิสั้น
มีความบกพร่องในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม

ในเด็กบางคนอาจไม่กรน แต่ถ้ามีอาการอย่างอื่นที่กล่าวมานี้ก็ต้องระวัง ที่สำคัญในเวลากลางวัน อาการในเด็กมักไม่ค่อยชัดเจน เด็กบางคนมีอาการง่วงนอน หลับในที่โรงเรียน และปวดศีรษะตอนเช้า

ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กที่อาจเกิดขึ้นตามมา หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องจะส่งผลให้
การเจริญเติบโตต่ำกว่าปกติ เนื่องจากต้องใช้พลังงานมากขณะหายใจเวลานอนและการหลั่งของฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตลดลง
ความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น สมาธิสั้น มีพฤติกรรมรุนแรง ซนมาก ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้ ไม่เชื่อฟัง มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้

นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา หากปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง อาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ ความดันเลือดในปอดสูง ความดันโลหิตสูงได้

การวินิจฉัยโรค
ซักประวัติ ตรวจร่างกาย
การตรวจเพิ่มเติมที่ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คือ การทดสอบนอนหลับข้ามคืน ซึ่งจะให้ข้อมูลในรายละเอียดว่า อาการที่เป็นอยู่นี้ผิดปกติหรือไม่ รุนแรงมากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องรับการรักษาหรือสามารถเฝ้าระวังต่อได้ ต้องเฝ้าระวังติดตามอาการหลังการรักษามากน้อยเพียงใด
การตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น การเอกซเรย์ต่อมอดีนอยด์ การตรวจคลื่นหัวใจหรืออัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram)

นอกจากนี้ยังมีการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจการนอนหลับด้วยอุปกรณ์เองที่บ้าน การวัดระดับออกซิเจนและชีพจรขณะหลับ การบันทึกเทปทั้งภาพและเสียง ซึ่งมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบได้ จึงควรตัดสินใจด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องชัดเจน

วิธีการรักษา
การรักษาดูแลที่ต้นเหตุ ในเด็กส่วนใหญ่ที่สาเหตุมักเกิดจากต่อมอดีนอยด์และทอนซิลโต สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดออกโดยแพทย์หู คอ จมูก ซึ่งในการพิจารณาให้การรักษา แพทย์จะพิจารณาในหลายด้าน เช่น ความรุนแรงของโรค ความเสี่ยงต่อการผ่าตัด และความผิดปกติอื่น ๆ ที่มีร่วมด้วย จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดให้ผลการรักษาดีกว่าการเฝ้าติดตามเฉย ๆ ทั้งในแง่ของคุณภาพการนอน พฤติกรรม และอารมณ์ การทำงานบางอย่างของสมองดีขึ้น เช่น การใช้เหตุผล สมาธิ การทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก
การรักษาด้วยวิธีอื่น ได้แก่ การใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ มักใช้ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ ไม่มีต่อมอดีนอยด์หรือทอนซิลโต หรือหลังผ่าตัดแล้วยังมีอาการอยู่ เช่น ในผู้ป่วยที่อ้วนมาก
การเฝ้าระวังติดตามอาการ อาจพิจารณาใช้ในคนที่มีอาการไม่รุนแรง จะต้องมีการเฝ้าติดตามอาการ ประเมินการนอนหลับซ้ำทุก 6 เดือนหรือบ่อยกว่าถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น
การรักษาเพิ่มเติม เช่น ลดน้ำหนัก การขยายกรามบน การใช้ยาเพื่อยุบต่อมอดีนอยด์โต การผ่าตัดอื่น ๆ ตามสภาวะผู้ป่วยแต่ละราย
การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ มลภาวะ และสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
การจัดท่าเวลานอน
การใส่อุปกรณ์ที่จมูก เพื่อช่วยเพิ่มความดันในทางเดินหายใจ อ่านเพิ่มเติม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *