การตรวจหาเชื้อก่อโรคแบบรวดเร็ว (Rapid Test)

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก มีการพัฒนาทั้งเทคนิคการตรวจรักษา การผ่าตัด เครื่องมือทางการแพทย์และการหาสาเหตุของโรคแบบต่างๆมากมาย เพื่อช่วยใน การวินิจฉัย และรักษาโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่เป็นอันตราย ลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งลดอัตราการเสียชีวิต

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เรียกง่ายๆว่า การวินิจฉัย  ตรวจทางห้องแลป คือการเอาเลือด น้ำมูก ปัสสาวะ น้ำลาย อุจจาระหรือสารคัดหลั่งต่างๆในร่างกายไปตรวจหาเชื้อโรคที่ทำให้เจ็บป่วย ถ้าแพทย์ทราบเชื้อก่อโรคเร็วก็จะสามารถรักษาได้ถูกต้องและเร็วขึ้น ผู้ป่วยก็จะหายป่วยเร็วขึ้น ระยะเวลาในการนอนรักษาในโรงพยาบาลลดลง
การตรวจแบบรวดเร็ว หรือ Rapid test เป็นการตรวจที่สามารถทำได้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก รวมทั้งผู้ป่วยในที่นอนรักษาในโรงพยาบาลก็ตรวจได้เช่นกัน ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไร สามารถตรวจได้เลย และสามารถทราบผลได้เร็วภายใน 30 นาที – 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจ โดยส่วนใหญ่ การตรวจแบบรวดเร็วนี้จะมีความไวในการตรวจพบเชื้อประมาณ 84-100% ความน่าเชื่อถือจำเพาะต่อเชื้ออยู่ที่ 90-100 % จึงยังมีโอกาสผิดพลาดได้บ้าง
ในกรณีที่ตรวจไม่พบเชื้อที่ต้องสงสัยว่าเป็นสาเหตุของโรคโดยวิธี Rapid test แพทย์อาจจำเป็นที่ต้องตรวจละเอียดขึ้น โดยเป็นการตรวจที่เป็นระดับมาตรฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเป็นวัน กว่าผลการตรวจจะออก ซึ่งอาจล่าช้าเกินไป การตรวจแบบรวดเร็วจึงเป็นเครื่องมือของแพทย์ที่ช่วยให้การรักษาทำได้เร็วยิ่งขึ้น

การตรวจแบบรวดเร็ว มักจะมีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่และมีมาตรฐานที่ดี ดังนั้นการตรวจแบบนี้ อาจไม่สามารถตรวจได้ที่สถานพยาบาลเล็กๆ
การตรวจแบบรวดเร็วที่แพทย์ใช้บ่อยๆ มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น
ไข้เลือดออก : ใช้เลือดตรวจ มีทั้งการตรวจหาตัวเชื้อโรคและการตรวจภูมิคุ้มกัน( Dengue NS1, Dengue IgG, IgM )
มือ เท้า ปาก: ใช้เลือดตรวจ Enterovirus 71 IgM
ไข้หวัดใหญ่ ทั้งสายพันธุ์ A และ B: ตรวจโดยการป้ายน้ำมูกในโพรงจมูก
RSV , Adenovirus, hMPV ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบโดยป้ายจากน้ำมูกในโพรงจมูก
ไข้อีดำอีแดง: Strep A rapid test ตรวจโดยป้ายจากเมือกที่ผนังลำคอ อ่านเพิ่มเติม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *